รายงานพิเศษ-ส่องวิกฤตขยะ 21 อปท.ประจวบฯ หลังศูนย์การทหารราบประกาศปิดบ่อขยะฝังกลบ

รับฟัง Fm 102.75 MHz
http://ohmi-design.com:9366/7.h   ห้างหุ้นส่วนจำกัด เลิศชัย เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ติดต่อโฆษณา 0861446336 0624259246

แชร์ข่าวนี้

โดย สุรยุทธ ยงชัยยุทธ

กลายเป็นปัญหาวิกฤตในการจัดการปัญหาขยะมูลฝอยภายในชุมชนทันที ภายหลังศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ (ศร.) อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประกาศปิดบ่อขยะแบบฝังกลบพื้นที่กว่า 300 ไร่ ในค่ายทหาร ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม นี้เป็นต้นไป 2564 ทำให้ผู้บริหาร 21 องค์กรปกครองท้องถิ่น ( อปท.) ทั้งเทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต.)ใน อ.หัวหิน อ.ปราณบุรี อ.สามร้อยยอด อ.กุยบุรี อ.เมือง และ อ.ทับสะแก ต้องแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการพึ่งพาตนเองจัดการขยะในพื้นที่รับผิดชอบ

หาก ศร.ยังยืนยันปิดบ่อขยะโดยไม่ผ่อนผัน เทศบาลตำบลปราณบุรี ในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพต้องส่งคืนพื้นที่ หลังจากขออนุญาตใช้พื้นที่เป็นศูนย์กำจัดขยะรวม 20 ปี ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2544 ครบกำหนดวันที่ 1 สิงหาคม 2564 ขณะที่ ศร.แจ้งเหตุผลขอคืนพื้นที่สำหรับทำการฝึก และเสริมสร้างหน่วยหลายโครงการ แม้ว่าผู้บริหารระดับจังหวัดได้แจ้งขอยืดระเวลา มีการเจราจานอกรอบ ขอใช้พื้นทิ้งขยะชั่วคราวจนกว่ามีสถานที่อื่นรองรับ แต่ ศร.แจ้งว่ากองทัพบกพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบ

นายเกรียงไกร ทวีกาญจน์ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองพลับ อ.หัวหิน อดีตประธานสันนิบาตเทศบาล จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า เดิมทุกอปท.ทราบดีว่าจะมีการปิดบ่อขยะในค่ายทหาร เพราะมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม มีการแจ้งเตือนล่วงหน้านานหลายปี จึงขอให้ผู้บริหารเทศบาลรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์เพื่อร่วมกันกำจัดขยะรวม แต่ปัจจุบันไม่มีความคืบหน้า หลังจากนี้หากการบริหารจัดการไม่ดี ปัญหาขยะใน อ.หัวหิน อ.ปราณบุรีจะวิกฤตมากที่สุด

“ เมื่อ 2 ปี ก่อนรัฐบาลประกาศให้ อปท ทั่วประเทศมีแนวทางลดปริมาณขยะยกเป็นวาระแห่งชาติ แต่ในทางปฏิบัติระดับจังหวัด มีการจัดประชุมไม่กี่ครั้ง นอกจากนั้นผู้บริหารระดับจังหวัดไม่ได้ให้ความสนใจวางแผนล่วงหน้า เพราะบางคนถือว่าอยู่ไม่นาน บางคนรอย้าย รอเกษียณ ขณะที่ผลจากการวิจัยจากนักวิชาการของมูลนิธิสิรินธรราชวิทยาลัย ในพระราชูปถัมภ์ระบุว่า สาเหตุความล้มเหลวในการทำโครงการขยะ มีประชาชนค้านการใช้พื้นที่ ค้านรูปแบบกำจัดขยะ มีปัญหาจากผลประโยชน์ทับซ้อนหลายมิติ ผู้เกี่ยวข้องผู้มีอำนาจบางรายมองเห็นแค่ประโยชน์ส่วนตัว “นายเกรียงไกร กล่าว

เมื่อตรวจสอบระบบกำจัดขยะของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีการรายงานการติดตามและประเมิน ในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพแผนปฏิบัติการเพื่อการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมของหน่วยงานภาครัฐ พบว่า การจัดการขยะในแผน3 แห่ง เปิดดำเนินการเพียงแห่งเดียว ภายใน ศร. โดยจัดการขยะแบบฝังกลบ 300ตันต่อวัน แต่ความสามารถในการกำจัดรองรับสูงสุดเพียง 60 ตันต่อวัน กำหนดอัตราค่าทิ้งขยะ 280บาทต่อตัน มีรายได้จากการรับกำจัดขยะ 25 ล้านบาทต่อปี รายงานด้วยว่า ที่ผ่านมามีปัญหาจากการเก็บตัวอย่างคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบค่าโลหะหนัก 10 ชนิด ตามมาตรฐานคุณภาพน้ำใต้ดินละการตรวจสอบระบบระบายก๊าซ ทำให้มีความเสี่ยงที่มีกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ระบบกำจัดขยะของเทศบาลหัวหิน หยุดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 เนื่องจากมีปัญหาพิพาทการใช้พื้นที่ใน อบต.ทับใต้ และก่อนหน้านั้นนานกว่า 10 ปี ได้หยุดระบบการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิง ( Refuse Derived Fuel,) หรือ RDF

สำหรับเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ เดิมเป็นเจ้าภาพรับกำจัดขยะให้ 16 อปท. เคยได้รับการสนับสนุนงบมากกว่า 200 ล้านบาทในการจัดทำระบบกำจัดขยะรวมนานกว่า 20 ปี จึงมีการจัดซื้อที่ดินหลายแปลง แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ และในภาพรวมพบว่าการจัดการขยะที่ต้นทางหรือการมีส่วนร่วม อปท.ที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการจัดการปัญหาขยะ ไม่ได้กำหนดแผนและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนที่ชัดเจน

นายพรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ สส.เขต 2 พื้นที่ อ.ปราณบุรี อ.หัวหิน กล่าวว่า อดีตเคยทำหน้าที่นายกเทศมนตรีเทศบาลปราณบุรี ยอมรับว่าเป็นริเริ่มการจัดการขยะใน ศร. ทราบว่ามีคำสิ่งปิดบ่อขยะ หากขอขยายเวลาไม่ได้ ก็เป็นหน้าที่โดยตรงของแต่ละท้องถิ่นจะต้องรับผิดชอบในพื้นที่ของตนเอง ขณะที่หน่วยงานที่กำกับดูแลในผู้บริหารระดับจังหวัดต้องให้ความสนใจทำหน้าที่เพื่อกำชับให้ อปท.ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล หรือกระทรวงมหาดไทยต้องติดตามว่า อปท.แต่ละแห่งมีศักยภาพเพียงพอหรือไม่ในการบริหารจัดการหรือไม่ ขณะนี้น่าเป็นห่วงว่าเทศบาลหัวหิน ชุมชนเมืองขนาดใหญ่ที่มีขยะวันละเกือบ 200 ตันจะนำขยะไปทิ้งที่ไหน

นายสุเทพ มลสวัสดิ์ ท้องถิ่นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า อปท.ส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนงานหรือแนวทางที่ชัดเจนในการบำบัดขยะ ยังไม่มีพื้นที่ทิ้งขยะในเขตรับผิดชอบของตนเอง ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นหาก ศร.ไม่ยินยอม อปท. หลายแห่งอาจจะมีการว่าจ้างบริษัทเอกชนรับขยะไปบำบัด สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาวผู้ว่าราชการจังหวัดมีนโยบายมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด( อบจ.) ประจวบคีรีขันธ์รับผิดชอบการจัดการขยะในภาพรวม อาจมีแนวโน้มในการทำโรงไฟฟ้าขยะ

ด้านนายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด( อบจ.)ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า พร้อมรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาขยะโดยภาพรวมในจังหวัด โดยสนับสนุนแนวทางสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากมีบริษัทเอกชนสนใจพร้อมใช้งบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท จะทำให้ชุมชนในพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์จากส่วนส่วนแบ่งรายได้ในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้า หรือให้ประชาชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้ามีโอกาสใช้ไฟฟ้าฟรีตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่มีปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่การทำโครงการให้บรรลุผล เบื้องต้น อปท.เจ้าของขยะ ต้องร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง เพื่อให้ภาคเอกชนมั่นใจว่าจะมีขยะเพียงพอในระบบการผลิต สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าขยะจะต้องมีขยะป้อนเข้าโรงงานอย่างน้อยวันละ 300 ตัน

ขณะที่การติดการประชุมของคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยของจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ การจัดประชุมส่วนใหญ่ กรรมการจะมอบหมายให้ผู้แทนหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมประชุม ก่อนที่จะมีปัญหา ศร.ปิดบ่อขยะ พบว่าการประชุมเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 มีการพิจาณากรณีเทศบาลตำบลเขาน้อย อ.ปราณบุรี ได้เสนอแผนขอใช้พื้นที่ใน ศร. บำบัดขยะในพื้นที่ 300 ไร่ โดยขอแบ่งใช้ที่ดินระยะเร่งด่วน 50 ไร่ ขอทิ้งขยะแบบเก่า อีก 250 ไร่ขอทำโครงการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน แต่ขณะนี้ยังไมมีความคืบหน้า

ที่น่าสนใจคือการประชุมครั้งที่ 3/2563 วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 ที่ประชุมเห็นชอบแผนการจัดการขยะชุมชน “จังหวัดสะอาด “ โดยเสนอกรอบการดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ ต้นทางคือ การลดปริมาณและส่งเสริมการคัดแยกขยะที่ต้นทาง กลางทาง การจัดทำระบบเก็บและขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนปลายทาง ขยะต้องได้รับการกำจัดขยะอย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการ

จึงน่าติดตามว่าการดำเนินการตามเกณฑ์ การประเมิน และตัวชี้วัด ตามที่กรมส่งเสริมการปกรองท้องถิ่นได้กำหนด ผู้รับผิดชอบได้ดำเนินการตามมาตรฐานจริงหรือไม่ หากมีการเทียบกับการใช้งบประมาณ และจำนวนขยะที่รายงานว่ามีปริมาณขยะลดลงจากหลายปัจจัย แต่ไม่ได้รายงานข้อเท็จจริงว่าขยะที่ลดลงสูญหายไปไหน นอกจากนั้นการบริหารจัดการขยะใน อปท.บางแห่งพบว่า จำนวนขยะที่มีรายงานว่าลดลงตามตัวชี้วัด สวนทางกับการใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นในการจัดการขยะ อย่างน่าสงสัย

///////////////////////////////////////////////////////